วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในวัยรุ่น

ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในวัยรุ่น



โรคทางร่างกายที่พบบ่อยในวัยรุ่น
           
          
         โรคอ้วน            
        ภาวะน้ำหนักเกินในปัจจุบันพบได้มากขึ้นจนจัดได้ว่ามีการระบาดไปทั่วโลก  ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุทางกาย  แต่มักเกิดจากพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะเช่น รับประทานอาหารมากเกิน  ออกกำลังหรือมีกิจวัตรที่ใช้พลังงานน้อย   จากการสำรวจเด็กวัยเรียนจากการสุ่มตัวอย่างทั่วประเทศพบว่าประมาณ 1 ใน 10 มีภาวะโภชนาการเกินหรือ โรคอ้วน โดยมีสาเหตุมาจากการ พันธุกรรม  การเลี้ยงดู  สิ่งแวดล้อม     ดู TV  เล่น Internet  และ game online โดยไม่มีการควบคุม  ส่วนสาเหตุจากโรคต่างๆสามารถพบได้ว่าเป็นสาเหตุของการอ้วนได้ เช่น เป็นเนื้องอกในระบบประสาทส่วนกลาง pituitary หรือในต่อมไร้ท่อ  หรือการใช้ยา steroid  ซึ่งทำให้ระบบผลาญอาหารและพลังงานผิดปกติไป
           โรคที่ตามมาจากภาวะโรคอ้วนมีหลายโรค เช่น เบาหวานชนิดที่ 2   ซึ่งในวัยรุ่นไทยสูงเกินกว่า 3 เท่า ในช่วง 5 ปีหลัง  เป็นร้อยละ 17.9 ของวัยรุ่นทั้งหมด   เกิดภาวะผิวหนังรอยทับตามข้อพับ  ความผิดปกติของการหายใจโดยมีการหยุดหายใจเป็นช่วงระหว่างการนอนหลับ (sleep apnea) และทางด้านจิตใจ  พบว่าคนอ้วนอาจมีภาวะซึมเศร้า และภูมิใจในตนเองน้อยลง
           
           รักษา  
            หากมีสาเหตุจากโรคใด เช่นเนื้องอกในระบบประสาท  สามารถรักษาตามสาเหตุโรค  ถ้าไม่พบสาเหตุ   จะอยู่ที่ความตั้งใจของผู้ป่วย  และความร่วมมือของครอบครัวโดยการควบคุมอาหาร  การออกกำลัง  ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานในระหว่างวัน  การใช้ยาลดความอ้วนอาจไม่คุ้มโดยกลับมาอ้วนได้อีก  การพิจารณาประมาณพลังงานจากอาหารและการออกกำลังง่ายสามารถพิจารณาจากตัวอย่างได้ดังนี้   น้ำอัดลม  1 กระป๋อง กล้วยทอดสองชิ้น  โดนัท 1 ชิ้น  ทองหยิบ 1 ดอก  เมื่อรับประทานแล้วหากต้องการให้เกิดการเผาผลาญให้หมด  ต้องเดิน 20 นาที วิ่ง 10 นาที  ซึ่งจะใช้พลังงาน 100 Kcal
             สำหรับบทบาทของส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นมีหลายส่วนเช่น  โรงเรียนและสถานศึกษา  ช่วยได้มากในเรื่องการจัดไม่ให้มีการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่หวานเกินไป  การส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง  และการสร้างเจตคติที่เหมาะสมเพื่อควบคุมพฤติกรรมการบริโภคของหวาน สำหรับพ่อแม่  สามารถจำกัดเวลากิจกรรมที่ใช้พลังน้อย เช่นการดู TV internet  ทั้งนี้ต้องเป็นลักษณะของการเสริมแรงทางบวก  การมีกิจกรรมร่วมกันในด้านกีฬา โดยชวนกันออกกำลังทั้งครอบครัว  การออกกำลังนอกจากช่วยลดน้ำหนักแล้ว  ยังช่วยกระตุ้นการรเติบโตใหม่ของเซลล์สมองซึ่งจะทำให้จิตใจสดชื่นด้วย
           
           โรคภูมิแพ้
            
โรคภูมิแพ้เป็นสภาวะที่ร่างกายมีความไวต่อสารหรือสภาวะบางอย่างมาก  ซึ่งร่างกายคิดว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย  ระบบภูมิคุ้มกันจึงทำงานอย่างเต็มที่   โดยทั่วไป  อาการภูมิแพ้ที่พบบ่อยแสดงออก 3 ลักษณะ คือทางผิวหนัง  ทางเดินหายใจส่วนบน  จมูก   ระบบหายใจ  ปอด  ทางผิวหนังจะมีอาการผื่นแพ้  เฉพาะจุดหรือทั่วทั้งร่างกาย  ทางจมูกมีเรื่อง การค้ดแน่นหายใจไม่สะดวก มีน้ำมูก สารคัดหลั่ง   ระบบหายใจเป็นเรื่อง หอบหืด
           
            การป้องกัน            
          อาการสำคัญต่อการเกิดภูมิแพ้เป็นอย่างมาก  การเลี่ยงสิ่งที่แพ้  หากเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ในระยะเวลานานอาการภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นจะห่างไปและเกิดอาการน้อย     การจัดสภาพอากาศให้ดี  ปลอดโปร่ง   จะช่วยลดและบรรเทาอาการได้
          
            โรคผิวหนัง
            
ในวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการดำเนินกิจกรรมมากเช่น กีฬา  หรือการออกกำลัง  ซึ่งหากไม่รักษาความสะอาด และสุขอนามัย  ของร่างกาย อาจก่อให้เกิดโรคผิวหนัง  เช่น ผื่นจากเชื้อรา  ผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย   เมื่อเกิดอาการ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณา ไม่ควรหายามาทาหรือรักษาเอง  โรคผิวหนังบางประเภทหากใช้ยาไม่ถูกต้องอาจเกิดอาการกลับเป็นซ้ำ  หรือลุกลามมากขึ้น 

โรคเอ็มเอส ภัยเงียบใหม่คนทำงาน

โรคเอ็มเอส ภัยเงียบใหม่คนทำงาน


หากคุณอยู่ในวัยทำงานหรือวัยหนุ่มสาว แล้วรู้สึกมีอาการอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง มีอาการชาตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย มีปัญหาในการเดินหรือการทรงตัว ตามัวมองไม่เห็น ระวัง... คุณกำลังมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคเอ็มเอส  ถึงแม้ว่าโรคนี้จะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเป็นแล้วอาจจะมีอาการร้ายแรงจนถึงขั้นพิการได้
โรคเอ็มเอส (MS) หรือชื่อเต็มในภาษาอังกฤษคือโรคมัลติเพิล สเคลอโรซิส (multiple sclerosis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาท (myelin sheath) ในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ หรือมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
จากข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า โรคเอ็มเอสเกิดขึ้นได้บ่อยในเขตละติจูดสูง ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรป ปัจจุบันพบว่าโรคเอ็มเอสพบได้ในทุกเผ่าพันธุ์ เป็นได้ทั้งคนผิวดำ คนผิวขาว คนละตินอเมริกา คนเอเชียรวมถึงคนไทยด้วย โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการในวัยทำงาน อายุประมาณ 20-30 ปีจึงก่อให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจได้ค่อนข้างมาก
ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสแต่ละคน จะมีอาการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเกิดการอักเสบของปลอกประสาทที่บริเวณใดในระบบประสาทส่วนกลาง ถ้าหากเกิดการอักเสบบริเวณเส้นประสาทตา ก็จะทำให้เกิดอาการปวดตา ตามัว มองไม่เห็น ถ้าเกิดการอักเสบบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมเรื่องการทรงตัวก็อาจจะทำให้เกิดอาการ เดินเซ เวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นต้น ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยของโรคเอ็มเอส ได้แก่
  • รู้สึกอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง
  • มีอาการชาตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
  • มีปัญหาในการเดินหรือการทรงตัว
  • ตามัวมองไม่เห็น
  • แขนขาอ่อนแรงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่
  • มีอาการปวดตามที่ต่างๆ
  • มีอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และความจำไม่ค่อยดี เป็นต้น
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสมักจะมีความพิการมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการอักเสบของปลอกประสาทที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ และร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทหรือเส้นใยประสาทใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ จึงทำให้ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจำนวนมาก อาจจะต้องใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินหรือต้องนั่งรถเข็นภายในระยะเวลา 10-20 ปี
โรคเอ็มเอส แบ่งตามลักษณะการดำเนินโรค ด้วยกัน 5 ชนิด ได้แก่
  1. โรคเอ็มเอสชนิดเป็นๆ หายๆ เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยระยะแรกของการดำเนินโรค ผู้ป่วยมักกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติหลังหายจากการกำเริบของโรค หลังจากนั้นจะกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับมาเป็นซ้ำอีกเมื่อไร
  2. โรคเอ็มเอสชนิดมีการดำเนินโรครุดหน้าในภายหลัง โรคเอ็มเอสชนิดนี้มักจะเกิดหลังจากเป็นโรคเอ็มเอสชนิดเป็นๆ หายๆ ในช่วงแรก แล้วจะมีการดำเนินของโรคสู่ระยะลุกลามต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะนี้ภายในระยะเวลา 15-20 ปี ในระหว่างที่เกิดการกำเริบของโรคอาการจะไม่บรรเทาลง แต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
  3. โรคเอ็มเอสชนิดที่มีการดำเนินโรครุดหน้าตั้งแต่ระยะแรก เป็นชนิดที่พบได้น้อย โดยผู้ป่วยจะมีการดำเนินของโรครุดหน้าตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อาการจะค่อยๆ แย่ลง และสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีละน้อย ไม่มีการฟื้นตัว แต่จะอยู่ในสภาพของร่างกายที่เสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง
  4. โรคเอ็มเอสชนิดที่มีการดำเนินโรครุดหน้าและมีลักษณะของการเป็นๆ หายๆ ผู้ป่วยจะฟื้นตัวและกลับเป็นซ้ำอีก โดยการฟื้นตัวแต่ละครั้งจะมีความผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลางมากขึ้นเรื่อยๆ
  5. โรคเอ็มเอสชนิดไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการเพียงเล็กน้อยและอาจมีอาการเพียงครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งร่างกายผู้ป่วยจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เกือบสมบูรณ์ ในบางครั้งระยะเวลากว่าจะเกิดการกำเริบของโรคอีกครั้งอาจจะกินเวลาถึง 20 ปี โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างช้ามาก
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคเอ็มเอสให้หายขาด แต่แพทย์สามารถชะลอการเกิดความพิการหรือลดจำนวนครั้งของการกำเริบของอาการโรคเอ็มเอสได้ โดยยาที่ใช้มีอยู่หลายชนิด ซึ่งในอดีตมีเฉพาะยาฉีดเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมียาเม็ดสำหรับรักษาโรคเอ็มเอสแล้ว ทำให้การรักษาสะดวกขึ้นและมีประสิทธิภาพดีกว่าสมัยก่อนมาก นอกจากนี้ แพทย์ยังสามารถรักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ให้ยาเพื่อรักษาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาการปวด หรืออาการทางระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ และยังมียาที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสสามารถเดินได้ดีขึ้นอีกด้วย
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัดว่าโรคเอ็มเอสเกิดจากอะไร จึงไม่สามารถหาวิธีป้องกันได้ ดังนั้น การดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด รวมทั้งเมื่อพบความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้รีบไปพบแพทย์ทันที จึงน่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อห่างไกลจากโรคเอ็มเอสและโรคร้ายแรง อื่นๆ

การออกกำลังกายอย่างไร..ให้ถูกวิธี

ข้อควรรู้ในการออกกำลังกาย

         การออกกำลังกาย ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์กับร่างกายอย่างมาก ในปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการออกกำลังกายมากขึ้น เราจึงควรมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกาย สามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อให้การออกกำลังกายนั้นเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ชนิดของการออกกำลังกาย

1. Aerobic exercise คือ การออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงมากแต่มีความต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ วิ่งทางไกล ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก เป็นต้น เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพควรทำเป็นประจำ
2. Anaerobic exercise คือ การออกกำลังกายแบบช่วยกลั้นลมหายใจ เช่น วิ่งระยะสั้น ยกน้ำหนัก เทนนิส เป็นต้น

การเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย

  • ออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายทันทีหลังตื่นนอน และควรหยุดออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • ควรดื่มน้ำหนึ่งแก้ว ก่อนออกมาซ้อมวิ่ง และพยายามดื่มน้ำให้มากทุกวัน วิ่งเสร็จแล้วก็ควรดื่มน้ำด้วย เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ
  • ถ้าไม่สบาย เป็นไข้หรือท้องเสีย ควรงดการซ้อมวิ่ง ถ้าขัดเคล็กยอก แพลง ก็ควรลดการวิ่งลง อาจเลือกการออกกำลังแบบอื่นแทน
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ




ขั้นตอนการออกกำลังกาย

1. การอบอุ่นร่างกายหรือการอุ่นเครื่อง (warm up)
    เป็นการเตรียมร่างกายโดยเฉพาะปอดและหัวใจให้พร้อมที่จะรับการออกกำลังกาย การอบอุ่นร่างกายที่ดีก้คือกิจกรรมที่สามารถทำให้อุณหภูมิร่างกาย อุณำภูมิกล้ามเนื้อและปริมาณเลือดที่ไหลเวียนสู่กล้ามเนื้อที่จะใช้งานเพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะพัก อาจเริ่มด้วยการเดินช้าๆ แล้วค่อยๆเดินเร็วขึ้นจนชีพจรของเราเริ่มเต้นเร็วขึ้น จาก 70 ครั้งต่อนาทีมาเป็น 100 หรือ 110 ครั้งต่อนาที ช่วงนี้ร่างกายของเราจะค่อยๆปรับตัว ทำให้ไม่เกิดอันตรายในการออกกำลังกาย การอบอุ่นร่างกายควรใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 นาที

2. การยืดกล้ามเนื้อ (stretching)
    เป็นการเตรียมกล้ามเนื้อ เอ็น และเอ็นข้อต่อของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่จะรับการออกกำลังกาย ทำให้ไม่เกิดการบาดเจ็บขึ้นเมื่อเราเริ่มออกกำลังกาย ช่วงนี้ก็ใช้เวลา 5-10 นาที

3. ช่วงของการออกกำลังกาย (training zone exercise)
    ช่วงนี้ก็คือช่วงของการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (aerobic exercise) เช่นถ้าวิ่ง ก้ต้องวิ่งให้มีความหนักเพียงพอคือให้หัวใจเต้นประมาน 60-80% ของชีพจรสูงสุด ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีผลต่อการฝึกปอดและหัวใจโดยที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

4. การผ่อนกาย (cool down)
    หลังการออกกำลังกายเป็นการปรับสภาพร่างกายจากการออกกำลังกายมาเป็นสภาพปกติ ถ้าเราหยุดทันที หัวใจที่เคยเต้น 130-140 ครั้งต่อนาที จะกลับสู่สภาพปกติ คือเต้น 70 ครั้งต่อนาทีในเวลาสั้นๆ ก็อาจเกิดอันตรายได้ เพราะปอดและหัวใจปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากปริมาณเลือดของร่างกายส่วนใหญ่จะไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อขณะออกกำลีงกาย หากหยุดออกกำลังกายทันทีทันใดจะทำให้เลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจน้อยลงโดยเลือดจะคงค้างอยู่ที่หลอดเลือดภายในกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อของขา (pooling effect) ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่บีบออกจากหัวใจเพื่อส่งไปอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายลดลงโดยเฉพาะสมองจึงทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ เราจึงต้องใช้เวลา 5-10 นาทีในการปรับตัวคือ ค่อยๆลดชีพจรลงจนเป็นปกติ

5. การยืดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย (stretching)
    เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายและช่วยลดอาการตึงหรือเกร้งของกล้ามเนื้อและจะเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย